Get Adobe Flash player
0 Comments

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 รู้จักโครงงานคอมพิวเตอร์

การพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ 
          การพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์เป็นการใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ ในการศึกษา ทดลอง แก้ปัญหาต่างๆ เพื่อนำผลงานที่ได้มาประยุกต์ใช้งานจริง หรือใช้สร้างสื่อเพื่อเสริมการเรียนการสอนให้ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โครงงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งเครื่องมือต่างๆ ในการแก้ปัญหา รวมทั้งการพัฒนาเจตคติในการพัฒนาสร้างผลงานจริง
ความหมายของการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
          โครงงานคอมพิวเตอร์ หมายถึง กิจกรรมการเรียนที่ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนสนใจ อาจเป็นปัญหาที่ต้องใช้ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับคอมพิวเตอร์มาผสมผสานกัน บางโครงงานอาจต้องใช้ความรู้อื่นๆ มาประกอบ โดยผู้เรียนจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรมหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เครื่องคอมพิวเตอร์และวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนทักษะพื้นฐาน
ในการพัฒนาโครงงาน และโครงงานบางเรื่องอาจต้องการวัสดุอุปกรณ์นอกเหนือจากที่มีอยู่ ซึ่งผู้เรียนจะต้องคิดออกแบบสร้างขึ้น หรือดัดแปลงเพื่อให้ใช้งานได้ตรงกับความต้องการ โดยในการพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์จะอยู่ภายใต้การดูแลและให้คำปรึกษาของครูในสาขาคอมพิวเตอร์ หรือต่างสาขาวิชารวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ด้วย 
          การจัดแบ่งประเภทโครงงานคอมพิวเตอร์สามารถทำได้หลายแบบ เช่น จัดแบ่งตามวัตถุประสงค์การนำไปใช้ หรือจัดแบ่งตามวิธีการพัฒนา หรือจัดแบ่งตามลักษณะของผลงาน
          การปฏิบัติการทำโครงงานโดยการกำหนดเป้าหมายแล้วจัดแบ่งกิจกรรมที่จะทำให้โครงงานบรรลุเป้าหมายออกเป็นกิจกรรมย่อยต่อเนื่องกันหลายขั้นตอน โดยมีกำหนดเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้พัฒนาโครงงานมีแนวทางในการปฏิบัติและติดตามการทำโครงงาน ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
คุณค่าของการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ 
          โครงงานคอมพิวเตอร์มีคุณค่าต่อการฝึกฝนกระบวนการคิดแก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้น หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ ความชำนาญ และมีทักษะในการนำระบบคอมพิวเตอร์ไปใช้งาน การทำโครงงานและการจัดงานแสดงโครงงานคอมพิวเตอร์จะมีคุณค่าต่อการฝึกฝนให้ผู้เรียนมีความรู้ ความชำนาญและมีความมั่นใจในการนำระบบคอมพิวเตอร์ไปใช้ในการแก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้น หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ด้วยตนเองและยังมีคุณค่าอื่นๆ อีกดังต่อไปนี้ 
          - สร้างความสำนึกและความรับผิดชอบในการศึกษาและพัฒนาระบบด้วยตนเอง 
          - เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาและแสดงความสามารถตามศักยภาพของตนเอง 
          - เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า และเรียนรู้ในเรื่องที่ผู้เรียนสนใจได้ลึกซึ้งกว่าการเรียนในห้องตามปกติ 
          - ส่งเสริมและพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา การตัดสินใจ รวมทั้งการสื่อสารระหว่างกัน 
          - กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจในการศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีความสนใจที่จะประกอบอาชีพทางด้านนี้ 
          - ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ 
          - สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครูและชุมชน รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนสนใจคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากขึ้น 
          - เป็นการบูรณาการเอาความรู้จากวิชาต่างๆ ที่ได้รับมาจัดทำผสมผสานกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นโครงงานเพื่อนำเสนอต่อชุมชน
ประเภทโครงงานคอมพิวเตอร์ 
          เนื่องจากคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในทุกๆ สาขาวิชา เช่น ชีวิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ดังนั้นโครงงานคอมพิวเตอร์จึงมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ทั้งในลักษณะของเนื้อหา กิจกรรม และลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้ ซึ่งอาจแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 5 ประเภท คือ โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media Development) โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development) โครงงานจำลองทฤษฏี (Theory Simulation)
โครงงานประยุกต์ใช้งาน (Application) โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)
1. โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media Development) 
          เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียนหรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ ถือว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบออนไลน์ให้ผู้เรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้
 
รูปที่ 1 โปรแกรมส่งเสริมการเรียนรู้วิชาเคมี
          โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิชาสาขาคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ชีววิทยา เคมี สังคม ภาษาไทย หรือวิชาอื่นๆ โดยผู้เรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่าง เช่น โปรแกรมสอนวิธีใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล สถานที่สำคัญของประเทศไทย และโปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่างๆ เป็นต้น
2. โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development) 
          เป็นโครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือขึ้นมาใช้ช่วยสร้างงานประยุกต์ เช่น ซอฟต์แวร์พิมพ์งาน ซอฟต์แวร์วาดภาพ และซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่างๆ สำหรับซอฟต์แวร์เพื่อการพิมพ์งานนั้นสร้างขึ้นเป็นโปรแกรมประมวลคำ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการพิมพ์งานต่างๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนซอฟต์แวร์วาดภาพพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้การวาดภาพบนเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งภาพที่ได้สามารถนำไปใช้ในงานต่างๆ ได้มากมาย 
สำหรับซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่างๆ ใช้สำหรับช่วยการออกแบบสิ่งของ เช่น ผู้ใช้วาดแจกันด้านหน้า และต้องการจะดูว่าด้านบนและด้านข้างเป็นอย่างไร ก็ให้ซอฟต์แวร์คำนวณค่าและภาพที่ควรจะเป็นออกมา เพื่อพิจารณาและแก้ไขภาพแจกันที่ออกแบบไว้ได้อย่างสะดวก เป็นต้น
รูปที่ 2 โปรแกรมออกแบบงานด้านสถาปัตยกรรม
3. โครงงานจำลองทฤษฏี (Theory Simulation) 
          เป็นโครงงานใช้คอมพิวเตอร์ในการจำลองการทดลองของสาขาต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่ไม่สามารถทดลองด้วยสถานการณ์จริงได้ เช่น การจุดระเบิด เป็นต้น ผู้ทำต้องศึกษารวบรวมความรู้ หลักการ ข้อเท็จจริง และแนวคิดอย่างลึกซึ้งในเรื่องที่ต้องการศึกษาแล้วเสนอเป็นแนวคิด แบบจำลอง หลักการ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสูตรสมการหรือคำอธิบายก็ได้ พร้อมทั้งนำเสนอวิธีการจำลองการทดลองทฤษฏีด้วยคอมพิวเตอร์ให้ออกมาเป็นภาพ โดยเมื่อปัจจัยเปลี่ยนไป ภาพที่ได้ก็จะเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น การทำโครงงานประเภทนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่ผู้ทำต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดี ตัวอย่างโครงงาน เช่น การทดลองเรื่องการไหลของของเหลว การทดลองเรื่องพฤติกรรมของปลาปิรันย่า และการทดลองเรื่องการมองเห็นวัตถุแบบสามมิติ
รูปที่ 3 โปรแกรมจำลองการเกิดคลื่นสึนามิ
4. โครงงานประยุกต์ใช้งาน (Application) 
          เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างผลงานเพื่อประยุกต์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบและตกแต่งภายในอาคาร ซอฟต์แวร์สำหรับการผสมสี และซอฟต์แวร์สำหรับการระบุคนร้าย เป็นต้น โครงงานประเภทนี้จะมีการประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ ซึ่งอาจเป็นการคิดสร้างสิ่งของขึ้นใหม่ หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได้ โดยต้องศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ก่อน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการออกแบบและพัฒนาสิ่งของนั้นๆ ต่อจากนั้นต้องมีการทดสอบการทำงานหรือทดสอบคุณภาพของสิ่งประดิษฐ์ แล้วปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ ผู้พัฒนาต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมภาษา และเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความรู้ในเรื่องที่พัฒนา
รูปที่ 4 โปรแกรมจัดตารางสอน
5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development) 
          เป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเพื่อความรู้ และ/หรือ ความเพลิดเพลิน เช่น เกมหมากรุก เกมทายคำศัพท์ และเกมการคำนวณเลข เป็นต้น ซึ่งเกมที่พัฒนาขึ้นนี้ควนเน้นให้เป็นเกมที่ไม่รุนแรง เน้นการใช้สมองเพื่อฝึกความคิดอย่างมีหลักการ โครงงานประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะและกฎเกณฑ์การเล่นให้น่าสนใจพร้อมทั้งให้ความรู้สอดแทรกไปด้วย ผู้พัฒนาควรจะได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเกมต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไป และนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นเกมที่แปลกใหม่ และน่าสนใจแก่ผู้เล่นกลุ่มต่างๆ
รูปที่ 5 โปรแกรมเกมวิ่งร่อนย้อนยุค
          การจัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์นั้น ผู้เรียนควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หลักการที่ใช้ในการแก้ปัญหา กระบวนการแก้ปัญหา หลักการเขียนโปรแกรม และการแทนข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะเริ่มทำโครงงาน และใช้ความรู้ดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการสร้างความรู้ใหม่ในโครงงานคอมพิวเตอร์ โดยในการทำโครงงานผู้เรียนอาจจะมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับความรู้ใหม่เพิ่มเติมอีกด้วย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การออกแบบฐานข้อมูล (Database Design) และการสืบค้นข้อมูล (Information Retrieval) เป็นต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับหัวข้อที่ผู้เรียนเลือกทำโครงงาน

 

  http://www.thaiteachers.tv/vdo2.php?id=1804
http://www.thaiteachers.tv/tabletseries.phphttp://www.thaiteachers.tv/biggest-classroom.php

http://www.thaiteachers.tv/teachers.phphttp://www.thaiteachers.tv/asean.php

ครูผู้สอน


    นายศราวุธ  ปะทะโก

สถิติผู้เยี่ยมชม

517274
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
142
152
2625
513543
5479
4685
517274

Your IP: 18.212.120.195
Server Time: 2021-11-28 18:03:40